เทคนิคการอ่านหนังสือให้จำได้และนำไปใช้จริง: เรื่องเล่าจากประสบการณ์ส่วนตัว
ตอนแรก ฉันเป็นคนที่ "อ่านแล้วลืม"
ความจริงอยากจะเอ่อยจริงๆ ตอนสมัยม.ปลาย ฉันสามารถอ่านหนังสือได้นานแบบ 4-5 ชั่วโมงติดต่อกัน แต่ถ้าคุณถามว่า "ลองเล่าเนื้อหาที่อ่านมาสิ" ผมจะพลอยเงิบทันที ทำได้เพียงจำบทบาทของตัวละครสักสองตัว พล็อตหลักๆ บางอย่าง แต่สิ่งที่เขียนไว้ตรงกลางเล่ม? ค่อนข้างมัวเลื่อย
เคยลองอ่านหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยา 2-3 เล่ม แต่เมื่อสัปดาห์ต่อมาถูกเพื่อนถามว่าเรียนรู้อะไรมาบ้าง ฉันก็อ้อย มีแต่ความจำเพียงชื่อเล่ม ชื่อผู้เขียน กับความรู้สึก "ว่ามันสำคัญ" แต่รายละเอียดจำไม่ได้ เหมือนการอ่านหนังสือไปแบบฟังเพลงหลวงพ่อด้อม นั่นสิ — อยู่ใจ แต่สารมัญหรือก็คือสายไหน ฟังไม่รู้เรื่อง
นั่นเป็นเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ตอนนี้ฉันเปลี่ยนวิธีการอ่านไปเลย และผลมันแตกต่างมากไม่ใช่เพราะจำแม้ เป็นเพราะความเข้าใจที่ลึกขึ้น และส่วนที่สำคัญที่สุด คือการนำไปใช้ได้จริง
ปัญหาที่แท้จริง: ไม่ใช่เรื่องจำ แต่เรื่องการสมัคร
ฉันเข้าใจเรื่องจริงๆ ตอนที่ลองใช้เทคนิคที่ใช้สำหรับการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เรียกว่า "Spaced Repetition" กับการจดโน้ต ผลปรากฏว่าฉันค่อนข้างจำได้ แต่อันที่จริง ปัญหาหลักของฉันไม่ได้อยู่ที่ "การจำ" เลย
ปัญหาอยู่ที่:
- ฉันอ่านโดยไม่มีเป้าหมายชัดเจน เพราะเอาแบบ "ถ้าคิดว่าดีจะอ่าน"
- ฉันอ่านแบบเชิงเดินหน้า ไม่มีการหยุด ไม่มีการคิด ไม่มีการเชื่อมโยง
- ฉันปล่อยให้หนังสือออกไปจากความรู้สึกต่างหากจากภาพ เหมือนหนังสือเป็นเพียงบันเทิง ไม่ใช่ความรู้
ความรู้ที่ไม่ได้ใช้ มันก็หายไปเหมือนกับรอยน้ำบนพื้นทรายนั่นแหละ
เทคนิค #1: กำหนดเป้าหมายก่อนอ่าน (Intentional Reading)
นี่คือสิ่งแรกที่ฉันเปลี่ยน เลิกอ่านแบบสุ่มสี่สุ่มห้า
ก่อนที่จะเปิดหนังสือแม้แต่หน้า ฉันจะถามตัวเอง "เอาไว้อ่านเล่มนี้เพื่ออะไร?" คำตอบอาจเป็น:
- "ฉันอยากรู้วิธีบริหารจัดการความวิตกกังวล" (ไม่ใช่แค่ "อยากรู้เรื่องสุขภาพจิต")
- "ฉันอยากเรียนรู้วิธีการเขียนให้มี Impact มากขึ้น" (ไม่ใช่ "อยากอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเขียน")
- "ฉันต้องการวิธี 3 อันที่ใช้ได้จริงสำหรับการสร้างนิสัยใหม่"
เมื่อมีเป้าหมายชัดเจน สมองเสมือนมีตัวกรองเปิดใจให้พร้อม มันจะจับตัวอักษรที่เกี่ยวข้องและทิ้งที่ไม่เกี่ยวไว้โดยอัตโนมัติ ผมยังจำได้เลยว่าตอนกำหนดเป้าหมายแบบนี้ขึ้นมา การอ่านหนังสือกลายเป็นการค้นหาสมบัติ มิใช่การคุยกับบุคคลตัวน้อยไม่เข้าใจคำพูด
เทคนิค #2: อ่านโดยมีการจดโน้ต (Active Note-Taking)
ฉันเคยคิดว่าคนที่จดโน้ตขณะอ่านนั้นเป็นคนไม่ติดสต็อรี่เรื่อง หรือเป็นคนที่เอาตัวเองสำคัญเกินไป ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว คนพวกนั้นเป็นคนที่รู้วิธีเรียนรู้
ฉันจดโน้ตแบบนี้:
- ประเด็นหลัก (Key Points) — ลองใช้สัญลักษณ์ ⭐ หรือตัวหนาเพื่อให้ง่ายเวลากลับมาอ่าน
- การอ้างอิงเฉพาะเจาะจง — ไม่ใช่คัดลอกทั้งย่อหน้า แต่เลือกเพียงประโยคนั้นที่ดึงใจ
- ความคิดและคำถามของตัวเอง — นี่สำคัญมาก เวลาอ่านหนังสือแล้วคิดว่า "อืม ขัดกับความเห็นของฉัน" หรือ "เอ็ม นี่ใช้ได้กับ situation เดี๋ยวนี้ของฉันเลย" ฉันจะจดมันไว้เลย
- การเชื่อมโยง — เวลาหนังสือเล่มนี้เชื่อมโยงกับเรื่องอื่น หรือกับชีวิตจริง จดไว้
วิธีการจดโน้ตแบบนี้ไม่ใช่การสร้างสรรค์งานศิลป์ ไม่ต้องสวยสวย ไม่ต้องเรียบร้อย สำคัญคือ ค่อนข้างทำให้สมองที่ว่างนั่งรับสารสนเทศแบบพาสซิฟ กลับมาเป็นแบบแอคทีฟ
เทคนิค #3: หยุดและให้ตัวเองคิด (The Pause Method)
ตอนอ่านหนังสือศาสตร์ (non-fiction) ที่มีเนื้อหาทฤษฎีหนา ฉันจะหยุดทุกๆ 10-15 นาที แล้ว "เลิกอ่านชั่วครู่" ลองนึกในใจเลยว่า "เนื้อหาที่เพิ่งอ่านนี่ มันหมายความว่าอะไร ที่ฉันเข้าใจมา" ยังไม่ต้องมองหนังสือ
มันดูเหมือนเล็กน้อยเวลารำลึก แต่การ "บังคับ" สมองให้ทำงานแบบนั้นนั่นแหละ ที่ทำให้ความรู้จากระยะสั้นไปเป็นระยะยาว
บางทีหยุดและคิด แล้วฉันตระหนักว่า "เฮ้ย ฉันไม่เข้าใจแบบนี้เลย" ที่จุดนี้ฉันต่างกับคนที่อ่านโดยไม่หยุดคิด — เธอหรือเขาคิดว่าเข้าใจแล้ว แต่ที่จริงไม่ใช่ ฉันเลยได้ค้นหารอยขาดหนึ่งจุด ที่จะเอาไปศึกษาเพิ่มเติม
เทคนิค #4: เชื่อมโยงกับสิ่งที่รู้จักแล้ว (Elaboration)
สมองไม่ได้รักษาสารสนเทศใหม่ที่ยืนโดดเดี่ยว มันจำความที่เชื่อมโยงไว้ดี
เมื่ออ่านเจอความรู้ใหม่ ฉันจะถามตัวเองว่า "ฉันรู้เรื่องอะไรมาแล้วที่ช่วยให้เข้าใจแบบนี้ได้ดีขึ้น" อาจเป็นสิ่งที่ใช้ได้กับชีวิตจริง อาจเป็นหนังสืออื่น หรือประสบการณ์ส่วนตัว
เช่น เวลาฉันอ่านหนังสือเรื่องจิตวิทยาสังคมและเจอเนื้อหาเกี่ยวกับ "Confirmation Bias" (ความเอนเอียงที่เลือกรับข้อมูลแค่ที่ตรงกับสิ่งที่เชื่อ) ฉันจะเชื่อมโยงไปยัง การสร้างความมั่นใจในตนเองสำหรับคนขี้อาย — ตัวอย่างของฉันเอง ว่าตอนคุยกับใครบางคน ฉันมักแค่ฟังส่วนที่เห็นด้วยกับตัวเอง ตรงส่วนขัดแย้ง ฉันก็พลอยสวิชออกไป
การเชื่อมโยงแบบนี้ทำให้ความรู้ "เป็นของฉัน" มากกว่าเพียงสารสนเทศที่อยู่ในหนังสือ
เทคนิค #5: บทสรุป 24 ชั่วโมง (The 24-Hour Review)
ตรงนี้ยืมมาจากหลักการของ Spaced Repetition ที่ฉันบอกไปตอนแรก
เมื่ออ่านหนังสือจบแต่ละบท หรือจบเล่มแล้ว ฉันจะรออีกหนึ่งวัน แล้วกลับมาอ่านหมายเหตุของฉันอีกครั้ง โดยไม่ดูหนังสือจริง ลองจำเห็นว่ายังจำได้อะไรบ้าง จำไม่ได้อะไร
จุดประสงค์ไม่ใช่การ "ทำความเสียหาย" แต่เป็นการให้สมองตระหนักว่า "โอ้ ความรู้นี้มันสำคัญนะ ฉันต้องเก็บไว้" ซึ่งจะหนุนให้ความรู้นั้นหลั่งไหลลงไปในหน่วยความจำระยะยาว
เทคนิค #6: ลองใช้ความรู้มันจริง (Application)
นี่คือส่วนที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสำคัญที่สุด
หนังสือทั้งหมดที่ฉันจำได้ชัดเจน มันเป็นเพราะฉันลองใช้เนื้อหาแล้ว ตัวอย่างจริงๆ คือ เวลาฉันอ่านหนังสือเรื่องความสุข เจอเนื้อหาว่า "การขอบคุณทำให้คนมีความสุขมากขึ้น" ฉันไม่เพียงอ่านผ่าน ฉันลองจัดเช้าวันละหนึ่งครั้งที่ฉันจะเขียนขอบคุณใจให้คนสักหนึ่งคน (อาจไม่ถึงส่ง แต่เขียนจริงๆ)
เมื่อลองทำแล้ว ความรู้นั้นจะเปลี่ยนจาก "ข้อมูลสำเร็จในหนังสือ" ไปเป็น "ความเข้าใจที่มาจากประสบการณ์ของตัวเอง" ที่แตกต่างกันตั้งเป็นนิ่วกับโคลน
การวัดความสำเร็จ: ไม่ใช่เรื่องของหนังสือที่อ่าน
หลายคนวัดความสำเร็จของการอ่าน จากจำนวนหนังสือที่อ่านเสร็จ นั่นมันเป็นการตัดสินใจที่ไม่ถูก
ฉันวัดจากคำถามง่ายๆ: "ชีวิตฉันเปลี่ยนไปมั้ย?" อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย อาจเป็นวิธีคิดใหม่ อาจเป็นทักษะใหม่ หรือแม้แต่เพียงการปล่อยวางเรื่องที่ยึดติดอยู่ มันทั้งหมดนี้จะนับ
ถ้าอ่านหนังสือ 100 เล่มแต่ชีวิตไม่เปลี่ยน ความรู้นั้นมันเป็นแค่ธรรมเนียมปกติอยู่แล้ว ไม่ใช่เศรษฐศาสตร์
ไม่ใช่ทั้งหมดต้องลึกและเข้มเคร่ง
อย่างไรก็ตาม ฉันไม่ใช่คนที่อ่านหนังสือสนุกสนานแบบเน้นเรื่องราว (fiction) ด้วยวิธีพวกนี้ เมื่ออ่านนิยายหรือกำลังหนุนใจ ฉันให้ตัวเองอ่านแบบอิสระ ไม่มีประเด็นหรือการบังคับ เพราะความสุขที่ได้จากการปลูกฝังอย่างนั้นก็ถือเป็นรูปแบบของการเรียนรู้ด้วยแล้ว
กุญแจสำคัญคือการรู้เมื่อไหร่ที่ควรอ่านแบบไหน
ถ้าคุณอ่านมาถึงจุดนี้แล้ว
ลองกลับไปดูหนังสือที่คุณอ่านไปแล้ว คิดว่า "จำเรื่องโน้นได้มั้ย" ถ้าจำไม่ได้ มันไม่ใช่ความผิดของสมองคุณ อาจเป็นเพราะวิธีการอ่านเท่านั้น
เล่มหน้าที่คุณจะอ่าน ลองเลือกหนึ่งวิธีจากที่ฉันเล่าไป แล้วทดลองใช้เลย ไม่ต้องใช้ทั้งหมด บางคนเหมาะกับการจดโน้ต บางคนเหมาะกับการหยุดและคิด ลองหาอันที่ "รู้สึก" ถูกกับตัวคุณมากที่สุด
เพราะความจริงก็คือ หนังสือที่ดีที่สุด มันไม่ใช่หนังสือที่เขียนดี หรือหนังสือที่อ่านแล้วรู้สึกดี หากแต่หนังสือที่ คุณได้ทำให้มันอยู่ในชีวิตจริง
แสดงความคิดเห็น