PanithAnd

เทคนิคจัดการเวลาสำหรับคนทำงานยุคใหม่ — ตรงประเด็น ไม่หวั่นไหว

โดย พิมพ์ชนก ศรีสุข · 8 กรกฎาคม 2568
ภาพประกอบเรื่อง เทคนิคจัดการเวลาสำหรับคนทำงานยุคใหม่ — ตรงประเด็น ไม่หวั่นไหว
เทคนิคจัดการเวลาสำหรับคนทำงานยุคใหม่ — ตรงประเด็น ไม่หวั่นไหว

ทำไมเทคนิคจัดการเวลาเก่าไม่ใช้ได้อีกแล้ว

คุณเคยลองทำตารางการทำงานแบบต่อเนื่องมั้ย — เช่น "9:00-11:00 ทำรายงาน, 11:00-13:00 ประชุม"? แล้วปล่อยว่า ทั้งวันมีแชทหยิบขึ้นมา ลูกค้าโทรมา หรือเจฟเรียกไปประชุมด่วน ตารางนั้นก็กระเด็นหายไป ทั้งหมดเสียเวลาเพราะรู้สึกพ่ายแพ้

ปัญหาคือ: เทคนิคเก่าสมมติว่าเวลาคุณเป็นของตัวเอง แต่ความเป็นจริง คนทำงานสมัยนี้มีเวลาถูกตัดสินใจโดยคนอื่นมากมาย

งานออนไลน์ ทำให้เขตแดนระหว่าง "กำลังทำงาน" กับ "เวลาส่วนตัว" เลือนลาง ใครก็ทัก Slack ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ ส่ง Email แบบเร่งด่วน ขั้นลด Priority ที่จริงมันกลับมาเป็น Priority สูงสุด

ถ้ามองเก่าๆ ระบบ GTD (Getting Things Done) หรือการวางแผนปี-เดือน-สัปดาห์นั้นยังมีค่า แต่จำเป็นต้องปรับให้รับมือกับ "ความไม่แน่นอน" ที่เพิ่มขึ้น

สามเทคนิคที่ใช้ได้จริงในคนจริง

1. Time Blocking แบบยืดหยุ่น — บล็อกเวลา ไม่บล็อกกิจกรรม

ผลต่างกับแบบเดิมคือ: ให้กำหนด "ช่วงเวลา" ไม่ใช่ "กิจกรรมเฉพาะ"

ตัวอย่างแบบเก่า:

  • 9:00-11:00 ทำรายงาน
  • 11:00-13:00 ประชุม

ตัวอย่างแบบใหม่:

  • 9:00-11:00 ช่วงโฟกัส (ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ต้อง concentrate)
  • 11:00-13:00 ช่วงปฏิสัมพันธ์ (ประชุม, ตอบ Chat, คุยทีม)
  • 13:00-14:00 ช่วงยืดหยุ่น (ทำได้ทั้งโฟกัสและปฏิสัมพันธ์)

ข้อดีของวิธีนี้คือ ภายในช่วง 9:00-11:00 คุณต้องทำอะไรบางอย่างที่ต้อง concentrate — อาจจะเป็นรายงาน อาจจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูล อาจจะเขียนโค้ด ไม่สำคัญว่าจะเป็นอะไรตราบใดที่มันต้อง ความใจเย็นและโฟกัส

ช่วง 11:00-13:00 ไว้สำหรับการคุยแบบ Synchronous (ต้องอยู่ด้วยกันพร้อมกัน) — ประชุม, แชท, โทรศัพท์

ช่วง 13:00-14:00 คือตัวหมอน — อาจมีเรื่องเร่งด่วนมา หรือ เรื่องแรกเช้าไม่เสร็จ ก็มีเวลา

ทำแบบนี้ได้นาน 2-3 สัปดาห์ คุณจะพบว่าตัวเองจริงๆ "รู้ว่า" ช่วงไหนทำงาน concentrate ได้ดี ไม่ใช่ทำตามหนังสือ

2. Pomodoro ร้อยละ 80 — ทำแบบผ่อนลง

เทคนิค Pomodoro แบบเดิมบอก: ทำงาน 25 นาที หยุด 5 นาที ทำ 4 รอบ แล้วหยุดนานกว่าน้อย 15-30 นาที

ใช้ได้กับ: งานที่ประเมินเวลาหรือ repetitive ได้ชัด (เขียน, ออกแบบ, เข้ารหัสสั้นๆ)

ใช้ไม่ได้กับ: งานที่ต้อง "ติดตัว" ตัวอย่างเช่น เซลส์แมน ที่ต้องรอสายลูกค้า หรือ Support Engineer ที่ต้องตอบ Ticket

วิธีแก้ 80 เปอร์เซ็นต์: ไม่จำเป็นต้องเคร่งครัด 25-5 เท่านั้น

  • ถ้าวันนี้ประชุมเยอะ อาจจะทำ 40 นาที โฟกัส แล้วหยุด 10 นาที (ลดไป)
  • ถ้าวันนี้ประชุดน้อย อาจจะทำ 50 นาที โฟกัส (เพิ่มขึ้น)
  • สิ่งสำคัญคือ: ทำให้ "เป็นจังหวะ" ไม่ใช่ "ตัวเลขสุดท้าย"

ทดลองแบบนี้: ตั้ง Timer เพียง 25 นาทีให้ echo/ตะโกนบอกให้รู้ (ไม่หยุดทันที) แล้วดูว่า ตัวเอง "อยากหยุด" ตอนไหน บ่อยครั้ง คุณจะเห็นว่า 30-35 นาทีแรก โฟกัสเข้มที่สุด ไม่ใช่ 25 นาที

3. ระบบสัญญาณไฟแดง — บอก "ไม่" แบบเฉพาะเจาะจง

ปัญหาที่ซ่อนอยู่ของคนทำงานสมัยนี้ไม่ใช่ว่า ไม่รู้ว่าจะ manage เวลาไง แต่เป็น ไม่ได้ปฏิเสธการขอ

มี 3 แบบของงาน:

  • Green Light = ทำทันที (ลูกค้าสำคัญ, จังหวะทำการตลาด, ไอทีมบุ๊คอัพเดต)
  • Yellow Light = ซ้อนไว้ใน Schedule (ทำความชัดเจน ว่าจะทำเมื่อไหร่)
  • Red Light = บอก "ไม่" หรือ "ไม่ตอนนี้" (ไม่สำคัญตอนนี้, งานที่ต่ำกว่าความสำคัญ, ข้อสัญญา Scope ที่ยืดเยื้อ)

คนส่วนใหญ่ขาดขั้น Red Light — เพราะกลัว "บุคลิกเลวร้าย" หรือ "ไม่ร่วมมือ" ผลก็คือ งานเพิ่มขึ้น คุณภาพลดลง เหน็ดเหนื่อยเพิ่มขึ้น

ทดลองวิธีนี้: สัปดาห์นี้ ให้บอก "ไม่" (หรือ "ไม่ตอนนี้") อย่างน้อย 3 ครั้ง ดูว่า อะไรพัง ฉันรับรองว่า ไม่พังอะไรที่นั่น หนาบ้าง วางปัญหา ไม่มี ก็แค่โยนไปหาคนอื่น หรือ priority ลดไป

เมื่อคุณบอก "ไม่" ได้ ระบบ Time Block ของคุณถึงจะ "มีจริง"

ขั้นตอนการเริ่มต้น 2 สัปดาห์

สัปดาห์ที่ 1: ติดตามตัวเอง

  • บันทึกทุกงานทีคุณทำ + ใช้เวลาเท่าไหร่
  • บันทึกการขัดจังหวะ (interrupt) ว่ามีครั้งและประเภท)ี่ใด
  • บันทึกเวลาไหนคุณ "concentrate ได้ดี" และ "ซึ้ม" ที่สุด

สัปดาห์ที่ 2: ทำตารางทดลอง

  • ใช้ข้อมูลสัปดาห์แรก วางสัญญาณไฟแดง-เหลือง-เขียว
  • ลองบล็อกเวลาแบบใหม่
  • ปรับ Pomodoro ให้เข้ากับลายนิสัยตัวเอง
  • บอก "ไม่" อย่างน้อย 3 ครั้ง และสังเกตผล

ความจริง: ระบบนี้ไม่รอบสมบูรณ์

คุณจะยังคงมีวันที่วุ่นวาย ทั้งวันต้องประชุม หรือ เรื่องเร่งด่วนมาเท่างกระโดง ข้อแตกต่างคือ: วันพวกนั้นจะเป็น "ข้อยกเว้น" ไม่ใช่ "วันธรรมชาติ"

เมื่อไหร่ที่คุณรู้ว่า "วันนี้จะพิศวาส" คุณจะเตรียมตัว ไม่ว่าจะ delegate งาน โฟกัสไปยังตอนเย็น หรือ บอก client ว่าผลจะได้วันพรุ่งนี้

แค่นั้นเอง — ให้ "โครงสร้าง" มีอยู่ 70-80% ของเวลา แล้วเหลือ 20-30% ให้ความไม่แน่นอนเข้ามา คุณก็ manage โครงการตัวเองได้ดีกว่าเดิม

คำถามสำหรับคิดต่อ

ถ้าคุณลองวิธีนี้สัปดาห์หน้า คำถามเหล่านี้จะช่วยให้คุณปรับปรุง:

  • ช่วงไหนของวันคุณ concentrate ได้ดีที่สุด และเป็นเพราะเหตุใด?
  • สิ่งที่ขัดจังหวะคุณมากที่สุดคืออะไร — Slack? Email? การประชุมทีมเนื้อหา? หรืออย่างอื่น?
  • ถ้าคุณบอก "ไม่" สำหรับงานนึง ส่วนใหญ่เกิดอะไรขึ้นจริง?
  • คุณใช้วิธีไหน "รู้สึกสำเร็จ" มากที่สุด — เคยลอง tracker? To-Do app? หรือแค่ notepad?

เทคนิคจัดการเวลาไม่ได้เป็นวิธี "ทั่วไป" ที่ใช้ได้สำหรับทุกคน มันคือการ รู้ตัวเอง + ลองผิดลองถูก แล้วสร้างระบบที่เหมาะกับวิถีการทำงานตัวเอง นั่นแหละที่ยั่งยืน

ไลฟ์สไตล์มือใหม่รีวิว
พิมพ์ชนก ศรีสุข
นักเขียนสายไลฟ์สไตล์และการพัฒนาตนเอง (Self-Improvement & Lifestyle) ที่คลุกคลีในวงการมา 9 ปี ชอบทดลองและถ่ายทอดให้เข้าใจง่าย

แสดงความคิดเห็น

ความเห็นของคุณมีค่ากับเราเสมอ