รีวิว "Journal Writing" วิธีเขียนวารสารส่วนตัวแบบมีจุดประสงค์ – ดีไหมจริง?
รีวิว Journal Writing – เขียนสักนิด เปลี่ยนแนวคิด
เคยมีช่วงที่ความคิดในหัวคุณเหมือนสายไฟ สิบหนึ่งเส้นพันกันไป ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากไหน? หรือมีเรื่องลวนลามใจแต่ไม่สามารถเปลี่ยนจากความรู้สึกมาเป็นการกระทำได้? Journal Writing (การเขียนวารสารส่วนตัว) อาจจะเป็นเครื่องมือที่คุณต้องการจริงๆ
ผมตั้งใจลองทำมันจริงๆ ตั้งแต่ 3 เดือนที่แล้ว ไม่ใช่อะไรที่เจ้าชู่ แค่การเขียนเป็นกระแสน้ำธรรมชาติ ทุกเช้าหรือบางครั้งก็เยศาส่วนราคาที่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ – มันเพราะจริงๆ ในแบบที่ผมไม่คาดคิดมาก่อน มาดูกันว่าทำไม Journal Writing ถึงควรอยู่ในรายการ "ต้องลอง" ของคุณ
Journal Writing คืออะไร ลดระมาดลง
ในเรื่องนี้ ผมจะไม่ยุ่งกับคำจำกัดความแบบตำรา แต่จะบอกตรงๆ
Journal Writing คือการเขียนเรื่องราวของคุณ – ความคิด ความรู้สึก เป้าหมาย ความกังวล หรือแม้กระทั่งสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้คุณยิ้มในวัน ไม่มีกฎเกม ไม่มีใครตัดสินว่าเขียนถูกหรือผิด อย่างที่บอก – เขียนมันออกมาจากหัว ลงกระดาษ (หรือ screen) เสร็จ
บางคนเขียนแบบคิดคำ พูดเป็นประโยค ส่วนบางคนเขียนแบบคิดคร่าวๆ เหมือนการพูดคุยกับตัวเอง ก็ได้ค่า ไม่มีรูปแบบบังคับ
ข้อดี
- ทำให้จิตใจเบา – เมื่อคุณเขียนออกมา มันเหมือนการปล่อยสิ่งที่เก็บไว้ในหัวลงไปในกระดาษ สิ่งที่กลบสมองไปนานๆ ก็ได้คลายตัว ผมสังเกตว่าหลังเขียนจบประมาณ 10-15 นาที ความวิตกกังวลจะลดลงอย่างชัดเจน
- ช่วยคิดแก้ปัญหา – นี่คือจุดที่ผมตกใจที่สุด ปัญหาที่ผมคิดไม่ออกวิธีแก้มาทั้งสัปดาห์ เมื่อเขียนมันออกมาอย่างละเอียด ก็เหมือนสมองได้พอใจมากขึ้น และเมื่ออ่านกลับไป มักจะเห็นทางออกที่ไม่เห็นมาก่อน
- บันทึกการเติบโต – หลังจากเขียนมาสักสามเดือน เมื่ออ่านบันทึกเดิมกลับไป มันเป็นประสบการณ์แปลกๆ คุณได้เห็นว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน สิ่งที่กังวลเมื่อสามเดือนที่แล้วอาจจะไม่เป็นปัญหาแล้ว บันทึกนี่มันเหมือนกระจกที่สะท้อนความก้าวหน้าของคุณ
- เพิ่มความชัดเจนในเป้าหมาย – บ่อยครั้งที่คุณคิดว่าต้องการสิ่งหนึ่ง แต่เมื่อเขียนมันออกมาดีๆ คุณจึงรู้ว่าที่แท้จริงคุณต้องการอย่างอื่น หรือมันไม่สำคัญเท่าที่คิด บ้างก็ยิ่งเห็นชัดเจนขึ้นว่าต้องการสิ่งไหน และต้องทำอะไรต่อ
- ช่วยบรรเทาความเครียด – ผมเขียนมักจะเป็นเช้า ก่อนจะเริ่มวัน เมื่อเขียนจบ มันเหมือนสตริตเสร็จแล้ว มีสติใจมากขึ้น พร้อมเผชิญหน้ากับสิ่งที่มาในวัน
- ไม่ต้องใช้เงิน ไม่มีสมาชิก ไม่มีอะไรซับซ้อน – อันนี้ชัดเจน สมุดเล็กเล็ก กระดาษ ปากกา หรือแม้กระทั่งแอปโน้ต ก็เริ่มได้ทันที
- เนื้อหาเป็นของคุณเท่านั้น – ไม่มีใครอ่าน ไม่มีใครตัดสิน คุณสามารถเขียนสิ่งที่จริงๆ โดยไม่กังวลถึงการตัดสินหรือการอ้อม
ข้อเสีย
- ต้องหาเวลา และต้องมีสมาธิ – บางคนออกจากหลุมแต่ผลักตัวไปอีกหลุม แทนที่จะใช้เวลาปาร์ตี้ เป็นการเขียน ถ้าคุณต้องรับโทรศัพท์ทุกห้านาที หรือมีเด็กเล่นรอบๆ ก็ยากที่จะ "เข้าโหมด" เขียนแบบมีเจิ้ง
- ต้องสร้างนิสัย – ความจริงก็คือ Journal Writing ดีสำหรับคนที่ทำเป็นประจำ ถ้าเขียนวันนี้ วันไหนๆ ก็ไม่เขียน บรรเทา ก็ไม่รู้ว่า ผลลัพธ์ก็สั่นคลอนไปหมด ผมใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์จึงทำให้นิสัยนี้เสมือนสิ่งที่ต้องทำก่อนกินข้าว
- อาจจะหาวิธีเขียนที่เหมาะกับตัวเองยาก – บางคนชอบ Bullet Journal แบบมีโครงสร้าง บางคนชอบฟรีไฟล์ เขียนมั่วๆ ที่จะเสิร์ชหากิจกรรมที่เหมาะก่อนแต่ว่า ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่หรอก ลองไปเรื่อยๆ จะได้
- บางครั้งเหมือนนั่งคนตามลำพังกับตัวเอง – สำหรับคนบางประเภท การเขียนจิตใจจอมตัวเอง อาจจะทำให้คิดมากหรือค้นหาปัญหาเพิ่มเติมได้ ผมก็เจอมาบ้างว่า เขียนไปเขียนมา ปัญหาเล็กเล็กก็โตขึ้น
- ต้องใจหนักหน่วงในการอ่านกลับ – บันทึกเก่าบางฉบับที่เขียนตอนตื่นนอนเสียใจมา อ่านกลับไปก็เกิดความสูญเสีย หรือเห็นตัวเองแบบที่ไม่ดีใจ บ้างก็อ่านแล้วหัวเสมหะเพราะเห็นว่า "ทำไมผมถึงคิดแบบนั้นล่ะ"
- ไม่ใช่ทางแก้แบบด้วนด่วน – Journal Writing ไม่ได้ลากชะตากรรมของคุณเปลี่ยนในคืนเดียว มันคือการทำแบบยาวๆ ถ้าคุณจิ้มเบ่อ ก็อาจจะหลุดไปดังนั้น
มี "ประเภท" ของ Journal Writing หรือเปล่า
มี และยังเยอะด้วย เขียนให้รู้ว่าอย่างไร
- Free Writing / Stream of Consciousness – เขียนเหมือนกำลังพูดคุยกับตัวเอง ไม่มีโครงสร้าง เขียนไปเลย ไม่ต้องคิดว่าไวยากรณ์ถูกรึเปล่า อันนี้ผมชอบมากเพราะตัวเองเป็นคนที่ความคิดเข้ามาแบบป่าเถื่อน
- Bullet Journal – เขียนแบบหัวข้อและจุด มีโครงสร้างบ้าง แต่ยังสามารถจัดแต่งได้ตามสไตล์ของคุณ บ่อยจะเห็นคนเขียน Bullet Journal ที่สวยงาม มีสีสัน ภาพวาด ผมเห็นแล้วแบ่มหน่อย แต่ถ้าโอเคกับการวาด ก็อาจจะเพลิน
- Reflective Journal – เขียนมาเพื่อที่จะสะท้อนตัวเอง ถามตัวเองคำถามแบบลึกๆ เขียนคำตอบ ทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น
- Gratitude Journal – เขียนสิ่งที่ขอบคุณทุกวัน ข่าวดี อย่างน้อยสามอย่าง จริงๆ นี่เป็นอันที่ผมเห็นว่าสร้างสมาธิและความสุข จะเขียนทุกวัน อารมณ์ก็ได้ดีขึ้น
- Goal Setting Journal – เขียนเป้าหมาย ทำแผน ติดตามความคืบหน้า อันนี้เหมาะกับคนที่ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนและวัดได้
ผมคิดว่าการเลือกประเภทไหนไม่สำคัญขนาดนั้น สำคัญคือว่าคุณเลือกสิ่งที่คุณจะรักษาได้นาน
ควรเขียนกี่นาท ทุกวันไหม
ไม่จำเป็น ผมมักจะเขียน 10-20 นาที ทุกเช้า ก่อนกิจกรรมอื่นๆ บ่อยครั้งมากขึ้นไปสี่เท่า บางคน ก็เขียนวันละครั้ง ก่อนนอน บ่อยครั้ง ผมก็มีวันที่เขียนมากกว่า 30 นาทีเพราะมีของเยอะ ความหมาย ก็ไม่มีห้ามเหมือนสัตวเลี้ยงที่ต้องเลี้ยงตรงเวลา
หากคุณเพิ่งเริ่ม แนะนำให้เขียนอย่างน้อยสามครั้งต่อสัปดาห์ พอหนึ่งอาทิตย์สองอาทิตย์แล้ว ถ้าได้ผล ก็จะเป็นเรื่องไม่ยากจะทำให้เป็นนิสัยเองเพราะคุณจะรู้สึกถึงผลลัพธ์
กระดาษไหน ปากกาไหน มือเขียนหรือพิมพ์
ทั้งสามแบบก็ได้ สมุดสวยๆ กระดาษธรรมชาติ บ่อยครั้งสำหรับคนที่หลงใหลในการเขียน ปากกาดี ก็เหมือนกับรสนิยม ชอบเขียนลบ-พิมพ์ดีกว่า ก็ได้ ลองแล้วไป
สิ่งเดียวที่ผมสังเกต คือ การเขียนด้วยมือ บ่อยครั้งจะให้ผลที่ลึกขึ้นมาก กว่า พิมพ์ เพราะแรงก่อให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างสมอง มือ และจิตใจที่แตกต่างกัน บ่อยครั้ง ผมจะเขียนแบบพิมพ์ก่อน หรือพูดตัวมันเก่า ให้เกิดความรู้สึกไม่เพียงพอ ให้อ่านเท่านั้น
เมื่อไหร่จะเห็นผล
นี่อาจจะไม่ใช่ที่ที่คุณอยากได้ยิน แต่ผลจะขึ้นอยู่กับคุณ
บางคน หลังเขียนประโยคแรก ก็รู้สึกเบากว่าก่อน บ้างก็ต้องเขียนตั้งหลายอาทิตย์จึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ผมเอง ในหนึ่งสัปดาห์แรก ไม่เห็นอะไร แต่หลังสามสัปดาห์ ผมเจอสิ่งนี้: การตัดสินใจเร็วขึ้น ความกระวนกระวายลดลง คิดโจทย์ได้ดีขึ้น
ถ้าคุณต้องการผลเห็นผล ให้ลองทำต่อเนื่องอย่างน้อย 30 วันกว่า ผลจะเหลือว่างไป
สรุปความเห็น
Journal Writing ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาหรือเวทมนตร์ที่จะทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณเข้าใจตัวเอง ทำให้จิตใจเบา และมองเห็นทางไปข้างหน้าชัดเจนขึ้น
ผมคิดว่านี่ควรจะอยู่ในรายการ "ต้องลอง" เพราะ:
- มันง่าย ไม่มีสิ่งสั่นไหวหรือซ่อนเร้น
- มันถูก บ่อยครั้งไม่ต้องเสียเงิน
- ผลลัพธ์เห็นในระยะสั้น และยิ่งเวลาผ่านไป ผลลัพธ์ก็เพิ่มเติมมากขึ้น
- คุณสมบัติ ส่วนตัว คุณได้ห้องของตัวเอง ที่ไม่มีใครรบกวน
หากคุณกำลังหลงลืมตัวเองหรือรู้สึกวุ่นวาย ลองดูว่า การนอนหลับทั้งวันที่หลงหายไป มีส่วนสำคัญสำหรับจิตใจของคุณหรือเปล่า ถ้านอนหลับดีพอ บางทีการเขียนก็จะลึกสมหวัง
อีกอย่างหนึ่ง ถ้าคุณเป็นคนที่ยังไม่สามารถกำหนดเป้าหมาย หรือดำเนินการแบบไม่มีแผน ลองอ่านบทเรียนจากการปรับลำดับชีวิต – เป็นกรณีศึกษาว่าการมีแผนสัก ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปไหน
ลงมือเขียนเลย ประมาณสามสัปดาห์ แล้วมาบอกผมว่า มันเปลี่ยนแปลงตัวคุณจริงรึเปล่า
แสดงความคิดเห็น