การเอาชนะความขี้เกียจและผัดวันประกันพรุ่ง: วิธีหลุดออกจากวงจรนรก
ความขี้เกียจไม่ใช่เรื่องของการขาดสัตยาบัญญัติ มันเป็นปัญหาการออกแบบ
ฉันเคยคิดว่าตัวเอง "ขี้เกียจ" เป็นคุณลักษณะส่วนตัว—ว่าฉันเกิดมาแบบนั้น ปล่อยให้ความรู้สึกผิดชอบอยู่กับตัวเป็นระยะเวลาหลายปี เมื่อไปนั่งทำการบ้าน ฉันจะออกไปทำอะไรก็ได้นอกเหนือจากการทำการบ้าน ต้องไปเช็ก email สัก ห้าครั้ง ห้องน้ำอีกเที่ยว ดื่มกาแฟ—ทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยง
แต่นั่นสิ่งแปลกประหลาด ผู้คนที่ "ขี้เกียจ" เดียวกันนี้จะนั่งเล่นเกมหรือสกรอลมีเดียโซเชียลได้นาน ๆ โดยไม่มีปัญหาอะไร พวกเขาจะดูทีวีตลอดวันและไม่รู้สึกว่ามีข้อต่อหักหลัง ค่อยๆ เข้าใจว่า ความขี้เกียจไม่ใช่ลักษณะบุคลิกภาพ—มันเป็นสัญญาณว่า "งานที่ฉันกำลังหลีกเลี่ยงจึงไม่สม่ำเสมอกับวิธีทำงานของสมองฉัน"
ความขี้เกียจคือการบอกเราว่างานนั้นมีอุปสรรค ไม่ชัดเจน หรือรีวอร์ดดูไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความพยายามที่ต้องใช้ มันไม่ใช่ความผิดของตัวเรา มันเป็น ข้อมูลป้อนกลับ
เหตุผลที่เราไม่สามารถ "บังคับตัวเองให้ทำงาน" ได้
เคยมีช่วงที่ฉันพยายามใช้วิธี "ทำให้ตัวเองลุก" อย่างไร้เหตุผล นั่งลงมีจิตสำนึก ฟังสิ่งพูดเตือนใจ และบอกตัวเองว่า "มันสำคัญ เธอต้องทำ" บ้าง มันใช้ได้ทันที—สำหรับวันแรก บ่อยครั้งด้วย วันที่สอง ก็ห่อยเงิบ
นี่เป็นเพราะว่า แรงบังคับใจระดับสูง (willpower) เป็นทรัพยากรที่จำกัด หนึ่งวันนี้ฉันใช้ willpower ที่จะลุกจากเตียง ตอนเย็นก็หมดเนื้อหมดตัว พอพรุ่งนี้ ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว ไม่มีพลังจิตที่จะต้านการทำอื่นอย่างอื่น
นี่คือที่มาของการผัดวันประกันพรุ่ง—ไม่ใช่เพราะเราต้องการผัดวัน แต่เพราะเราพยายามใช้ "แรงเจียร" ของสมองเพื่อสร้างบังคับใจให้บังคับร่างกาย และระบบนั้น ไม่สามารถทำงานได้นาน เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิทยาศาสตร์รู้ว่าการสร้างนิสัยดีกว่าการใช้วิลพาวเวอร์เสมอ
เกมเปลี่ยนแปลงเมื่อคุณเข้าใจเรื่องการ์ตูนเล็ก
ฉันค้นพบสิ่งน่าสนใจหลังจากออกจากที่ทำงานก่อนหน้า ตอนนั้นเราเป็นทีมอ้อยรอบเก้าอี้แทบวันละหลายครั้ง งานเข้ามาหนาแน่น และก็เกิดอะไรขึ้น—ฉันไม่เคยรู้สึกขี้เกียจ ไม่ได้เพราะว่าฉันกลายเป็นคนพยายามมากขึ้น แต่เพราะว่างานนั้นมี momentum ตัวเอง
เมื่องานลุ้นๆ ต่อกัน คนอื่นกำลังรอการทำงานของเราอยู่ เสร็จแล้วก็ส่งต่อทีมอื่น—สิ่งเหล่านี้สร้างความหลีกไม่ได้ ฉันไม่สามารถปล่อยให้คนอื่นรอได้ งั้นฉันก็ต้องทำ มันเป็นสิ่งเดียวที่สมบูรณ์แบบจากบริบท (context)
นั่นทำให้ฉันเข้าใจสัจธรรมแรก: การกำจัดความขี้เกียจมาตั้งแต่ที่ตั้ง—ให้สภาพแวดล้อมมีปัจจัยผลักดัน แล้วขี้เกียจจะไปสกปรก
เคล็ดลับที่ 1: สร้างภาวะบาป (Consequence) จริงๆ
ลองนึกดู—เหตุใดคุณจึงไม่ผัดวันประกันพรุ่งเรื่องการจ่ายค่าเช่า? เพราะว่าคนจะมาตอลอนบ้าน หรือสำหรับประเทศไทย อาจจะหมดสัญญา เนื้อที่ยุติลงตัวกับเดือน—มีผลลัพธ์จริงที่เกิดขึ้นทันที ไม่มีช่องว่างสำหรับการตัดสินใจว่า "ผัดไว้ก่อนแล้วเดี๋ยวคิดใหม่"
งานส่วนตัว? ไม่มีบาป ฉันสามารถผัดวันประกันพรุ่งได้แบบไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเรียกข้อความจากหน้าจอมือถือ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง
งั้นสร้างมันขึ้นมา
หนึ่งสิ่งที่ผมลองเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วคือการบอกเพื่อนๆ ว่าฉันจะส่งงานเสร็จในวันไหน สำหรับงานต่างๆ ที่ฉันต้องการทำให้เสร็จ ไม่ใช่เพื่อให้พวกเขาบังคับฉัน แต่เพื่อให้คำพูดที่ฉันออกปากไปมีความหมาย เมื่อวันนั้นมาถึง ฉันจะรู้สึกว่ามีคน 2-3 คนอยู่ที่มุมสมองของฉัน ถามว่า "เสร็จหรือยัง?" และความรู้สึกเจ้นนั้นเพียงพอ
ทำไมมันถึงได้ผล? เพราะเราอพยพจากสภาวะ "ปลอดภัย—ไม่มีใครรู้" ไปสู่สภาวะ "มีอันตราย—ถ้าไม่ทำคนจะรู้ว่าฉันพูดเท็จ"
เคล็ดลับที่ 2: เปลี่ยนความยากลำบาก ไม่ใช่ความจำเป็น
มีสิ่งแปลกประหลาดอีกอย่างหนึ่ง คุณรู้หรือไม่ว่าเหตุใดฉันจึงเก่งกาจในการออกไปปั่นจักรยานเมื่อตอนเชิญชวน แต่กลับไม่ได้ออกไปปั่นจักรยานคนเดียว? เนื่องจากคนเดียว ต้องเอาจักรยานออกมาเอง ต้องไปหาเส้นทาง ต้องตัดสินใจว่าจะปั่นไปไหน—ทั้งหมดเป็นการตัดสินใจ (decision fatigue) ส่วนเมื่อคนชวน ก็เก้อประเด็นทั้งหมดนั้น
สิ่งที่ต้องการคือการลดการตัดสินใจให้เหลือน้อยที่สุด ฉันจึงทำดังนี้สำหรับงานที่เรื้อรังสำหรับฉัน:
- กำหนดเวลาที่แน่นอน—พุธเวลา 10.00 น. ทุกสัปดาห์ ไม่ใช่ "เมื่อไหร่ที่มีเวลา"
- เตรียมที่ทำงานไว้ก่อน—ไม่ต้องเก็บกวาดเมื่อเริ่มทำ
- ลดเป้าหมายให้เล็กพอที่จะเสร็จได้ในเวลา 15-30 นาที ไม่ใช่ "จนเสร็จ"
ชนิดของ "เตรียมสนาม" ให้งานเหล่านั้น ไม่ต้องคิดก่อนคิดหลัง แค่เอาขาวเข้าไปแบบ "โอเค เจอกันพุธเวลานี้" ประสาทส่วนกลางของฉันมีพื้นที่ว่างเพื่อทำงานจริง ไม่ต้องเสียพลังจิตกับการตัดสินใจเบื้องต้นแล้ว
เคล็ดลับที่ 3: เริ่มต้นด้วยการเรียกต้องใจ ไม่ใช่การตั้งเป้า
"ฉันต้องจบโปรแกรมนี้ภายในหกเดือน" เป็นเป้าหมาย แต่มันไม่มีแรงดึงดูดใจ มันเป็นเพียงป้ายหลักฝาง
"ถ้าฉันจบโปรแกรมนี้ ฉันจะสามารถสัมภาษณ์สำหรับบริษัทนั้นได้ และบริษัทนั้นเปิดกว้างความเป็นไปได้หลายอย่างที่ฉันสนใจ" นั่นเป็นเรื่องราวที่มีชีวิต
คุณเคยสังเกตหรือไม่ว่า เมื่อเราอยากสิ่งบางอย่างจริงๆ พลังจิตไม่จำเป็น หากฉันรักคนคนหนึ่ง ฉันจะไม่ผัดวันประกันพรุ่งในการติดต่อพวกเขา หากฉันตื่นเต้นสำหรับการเดินทาง ฉันจะไม่ผัดวันประกันพรุ่งการจัดเตรียม
ปัญหาคือเราสร้างเป้าหมายที่สติปัญญา "บอก" ให้เราทำ แต่หัวใจ (กล่าวคือ ระบบรางวัลในสมองของเรา) ไม่ได้ยิน เราต้องการความเชื่อมโยงที่ชัดเจนและมีความหมายจากการทำงานไปสู่ผลลัพธ์ที่เราสนใจจริงๆ
งานสัปดาห์นี้ของฉันคือการเขียนบทความนี้ และสิ่งที่ผลักดันฉันให้เขียนมันคือ การจินตนาการว่า เมื่อใดก็ตามที่ผู้อ่านคนหนึ่งอ่านข้อความนี้ พวกเขาจะหยุดหน่วงความท้อถอยสักครู่ และนั่นอาจเปลี่ยนสัปดาห์นี้ของพวกเขา ไม่ใช่ "ฉันต้องเขียน 800-2500 คำเพื่อให้บล็อกไม่ว่างเปล่า" อย่างหลังไม่มีตัวตนแม่นหน่อย
ความอดทนคือการไม่เชื่อว่าความสำเร็จเกิดขึ้นเพราะ "ลกมี" ไม่ว่าครั้งใด
อีกสิ่งที่สำคัญคือคุณต้องเข้าใจว่า การหลุดออกจากวงจรขี้เกียจ/ผัดวันประกันพรุ่ง มันไม่ใช่เรื่องของปาฏิหาริยาครั้งเดียว มันเป็นการสร้างนิสัยใหม่ และนิสัยที่สร้างสรรค์ใช้เวลา
สัปดาห์แรกของการเปลี่ยนแปลง คุณจะรู้สึกตรงไปตรงมาว่าเหนื่อยอพเจอร์ การทำงานตามตารางเวลา มีความสูญเสียความเป็นอิสระ แต่นั่นเป็นเพราะว่าสมองของคุณยังอยากกลับไปข้างเดิม วิธีเดิมที่บ่อยกว่า ชอบกว่า
สัปดาห์ที่สี่ คุณจะเห็นสิ่งเล็กน้อยมีการเปลี่ยนแปลง ให้ฉันยกตัวอย่าง—เมื่อวานฉันได้เตรียมอาหารไว้ล่วงหน้า (meal prep) สำหรับสัปดาห์นี้ เพราะเวลาอื่นๆ ฉันกำลังไม่หิวในหน้าที่ และไม่ต้องนั่งคิดว่า "เย็นนี้จะกินอะไร" ซึ่งนั่นดูไม่มีอะไรเสียหายเป็นพิเศษ แต่ฉันประหยัดการตัดสินใจ 7 ครั้ง 21 ครั้งแห่งการคิด และ 14 ครั้งแห่งการตัดสินใจขนาดเล็กที่ก่อให้เกิดการสิ้นสุด cognitive load
เมื่อ "นิสัยใหม่" นี้เข้าสู่ระบบ สิ่งอื่นๆ เริ่มจะง่ายขึ้น เพราะว่าคุณมีพลังจิตเพิ่มมากขึ้นสำหรับงานต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้สติ นี่คือเหตุผลที่คนที่ทำตัวดี—พวกเขาไม่ "ลกมี" มากกว่า พวกเขาเพียงแต่ประมาณวงเวียนของพวกเขาให้ดีกว่า เพื่อให้มีพลังจิตเหลือมากขึ้นในสิ่งที่สำคัญ
สุดท้าย: การรู้สึกมีเจ้ามือ (Agency) มีราคาแพง
มีจุดหนึ่งที่ฉันต้องการพูดเกี่ยวกับกำลังใจ ส่วนที่ยากที่สุดของการหลุดออกจากวงจรผัดวันประกันพรุ่งไม่ใช่ "ทำ" บาง—นั่นมักจะใช้พื้นที่ให้นอยลงหลังจากสัปดาห์แรก
ส่วนยากที่สุดคือ การให้คำมั่นสัญญากับตัวเองและรักษาสัญญา เมื่อคุณบอกตัวเองว่า "ฉันจะตื่นเวลา 6.00 น." และคุณตื่นเวลา 6.00 น. วันพรุ่งนี้ เมื่อคุณบอกเพื่อนว่า "ฉันจะทำงานเสร็จวันศุกร์" และคุณทำเสร็จจริง คุณเริ่มเห็นตัวเองเป็นคนที่มีเจ้ามือ (agency) คนที่สามารถตรวจสอบตัวเองได้
นี่เป็นสิ่งที่มีค่าเกินไป ความรู้สึกอันนี้ว่า "ฉันบอกว่าฉันจะ ฉันก็ทำ" มันเป็นรากฐานของความมั่นใจและคุณค่าของตัวเอง ไม่ใช่อักษรเหนือหัว (validation จากที่อื่น)
เมื่อคุณสร้างประวัติศาสตร์ของการรักษาสัญญากับตัวเอง—สัญญาเล็กๆ เช่นนั้น—การสร้างสัญญาที่ใหญ่ขึ้นก็จะง่ายขึ้นเรื่อย ๆ คุณเริ่มเชื่อตัวเองว่าคุณสามารถทำงานที่ใหญ่ขึ้นได้ และอีกอย่างที่สำคัญ คุณเริ่ม ไม่ต้องการ ผิดหวังตัวเอง เพราะนั่นเจ็บ
นี่คือเกมจริงข้อเดียว ไม่ใช่ "วิธีการเพื่อให้ทำเสร็จเร็ว" แต่เป็น "วิธีการสร้างรูปลักษณ์ของตนเองที่คุณต้องการให้อยู่"
ดังนั้น ไปเริ่มต้นด้วยสัญญาขนาดเล็ก ให้เป็นสัญญาที่ดูเหมือนง่าย—เพราะยิ่งคุณทำมันเสร็จได้ยิ่งบ่อย ยิ่งสัญญาจะใหญ่ขึ้น คุณจะรู้สึกได้อย่างไร
คุณจะกลายเป็นคนที่ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ใช่เพราะความตั้งใจจริงแต่มากมาย แต่เพราะว่าตอนนี้ มันเป็นการจ่ายราคาที่แพงมากเกินไปแล้วที่จะผิดหวังตัวเอง
แสดงความคิดเห็น